ระเบียบวิธีทางประวัติศาสตร์ (ฝากงาน)
posted on 09 Jul 2008 12:50 by fickle
ท่านคิดว่าประวัติศาสตร์มีระเบียบวิธีหรือไม่ ท่านได้รับมอบหมายให้เขียน “ประวัติคุณทวดที่อพยพมาจากเมืองจีนในสมัย ร.๕” ท่านคิดว่าจะใช้ระเบียบวิธีทางประวัติศาสตร์ในการทำงานชิ้นนี้ได้หรือไม่ เพียงใด อย่างไร โดยส่วนตัวผมมั่นใจว่า ประวัติศาสตร์มีระบบที่เรียกว่า “ระเบียบวิธีทางประวัติศาสตร์ (Historical Method)” อยู่อย่างแน่นอน เพราะไม่ว่าจะเป็นศาสตร์ใดๆก็ย่อมต้องมีระเบียบวิธีของศาสตร์นั้นๆอยู่ การศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งในฐานะที่เป็นศาสตร์ย่อมต้องมีระเบียบวิธีที่แน่นอน ไม่เช่นนั้นการศึกษาศาสตร์นั้นๆจะไม่เกิดผลประโยชน์ ไม่สามารถศึกษาได้อย่างราบรื่น และบรรลุผลตามที่ตั้งใจ ในการศึกษา ประวัติคุณทวดที่อพยพมาจากเมืองจีนในสมัย ร.๕ นั้น สามารถศึกษาโดยใช้ระเบียบวิธีทางประวัติศาสตร์ มาทำงานชิ้นได้เป็นอย่างมาก เพราะงานชิ้นนี้เป็นเรื่องของอดีต ย่อมต้องใช้ระเบียบวิธีทางประวัติศาสตร์มาหาความจริงที่เกิดขึ้น เพื่อจะได้รู้ความจริงอย่างถูกต้อง ขั้นแรกของการศึกษาเรื่องนี้นั้น เราต้องมี การรวบรวมหลักฐาน โดยเราต้องหาหลักฐานที่สามารถบอกได้ถึงเรื่องราวในสมัยของคุณทวดของเรา อาจเป็นหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น พงศาวดารในสมัย ร.๕ จดหมายเหตุในสมัยรัตนโกสินทร์ บันทึกความทรงจำของชาวจีน วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องเช่น สี่แผ่นดิน ลอดลายมังกร เอกสารทางวิชาการ ชีวประวัติ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร บันทึกคำให้การหรือการสัมภาษณ์ และเอกสารราชการ หรืออะไรก็ตามแต่ที่มีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรสามารถอ่านและถอดความได้ เพื่อที่ให้ได้ข้อมูลมากที่สุด หรืออาจศึกษาจากหลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น หลักฐานทางโบราณคดีสภาพบ้านเรือน ข้าวของเครื่องใช้ หลักฐานจากการบอกเล่าและสัมภาษณ์ผู้คนในชุมชนที่เราอาศัยอยู่ หลักฐานทางมานุษยวิทยาและสังคมวิทยา เช่น ขนบธรรมเนียมประเพณี คติความเชื่อ วิถีชีวิตของกลุ่มชนต่างๆเพื่อดูว่ามีความคล้ายคลึงกับบรรพบุรุษของเราหรือไม่ หรือแม้แต่การศึกษาโครงกระดูกเพื่อดูถึง DNA โดยหลักฐานที่เราหามานั้น ในการที่จะนำมาใช้เราต้องมีการวิพากษ์ เพื่อศึกษาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและหาข้อสรุปที่ใกล้ความจริงมากที่สุด โดยแบ่งหลักฐานตามคุณค่าและคุณสมบัติของหลักฐาน เป็นหลักฐานชั้นต้น(Primary sources) ได้แก่ หลักฐานที่บันทึกและบอกเล่าโดยผู้เกี่ยวข้อง โดยตรง หรือรู้เห็นเหตุการณ์นั้นด้วยตนเอง และหลักฐานชั้นรอง (Secondary sources) ได้แก่ การบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ของผู้ที่รับทราบเหตุการณ์ จากคำบอกเล่าของบุคคลหนึ่งอีกต่อหนึ่ง ตำราหรือหนังสือทางประวัติศาสตร์ที่มีผู้เขียน เมื่อมีการแบ่งหลักฐานแล้วก็ให้ทำการวิพากษ์หลักฐาน หรือตัดสินหลักฐานว่าหลักฐานชิ้นนั้นๆ มีคุณค่า มีความถูกต้อง และมีความจริงเท็จแค่ไหน ขั้นต่อมาเมื่อมีการรวบรวมหลักฐานแล้ว ก็ต้องมาถึงขั้นตอนของการตีความหลักฐาน ในขั้นตอนนี้เราต้องพิจารณาข้อมูลในหลักฐานว่าผู้สร้างหลักฐานมีเจตนาที่แท้จริงอย่างไร โดยดูจากลีลาการเขียนของผู้บันทึกและรูปร่างลักษณะของหลักฐานเพื่อให้ได้ความหมายที่แท้จริงซึ่งอาจมีเจตนาแอบแฝงหรือไม่ก็ตาม เราจึงต้องพยายามจับความหมายจากสำนวนโวหาร ทัศนคติ ความเชื่อ ฯลฯ ของผู้เขียนและสังคมในยุคสมัยนั้นประกอบด้วย เพื่อทีจะได้ทราบว่าถ้อยความนั้นนอกจากจะหมายความตามตัวอักษรแล้ว ยังมีความหมายที่แท้จริงอะไรแฝงอยู่ เช่น การตีความคำบอกเล่าของเพื่อนบ้านในชุมชนที่คุณทวดเราอาศัยอยู่ เมื่อรับฟังแล้ว เราต้องมาตีความว่า ในคำบอกเล่านี้ ผู้ให้การสัมภาษณ์มีเจตนาแอบแฝงหรือไม่หรือมีอคติหรือไม่ แล้วนำมาตีความว่าข้อมูลส่วนใดบ้างที่มีความสัมพันธ์ เกี่ยวเนื่อง สามารถเชื่องโยงกับข้อมูลชิ้นอื่นได้ หรือ การตีความบันทึกความทรงจำของชาวจีน เราต้องตีความว่าผู้เขียนบันทึกนั้นมีทัศนะคติอย่างไรในการเขียนบันทึกนั้น และการเขียนบันทึกนี้มีการกล่าวเกินจริงหรือไม่ แล้วนำมามาความสัมพันธ์กับหลักฐานชิ้นอื่นๆที่เรามี เพื่อรวบรวมข้อมูลให้เกิดประโยชน์สูงสุด เมื่อมีการตีความหลักฐานและรวบรวมข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนสุดท้ายของระเบียบวิธีทางประวัติศาสตร์ คือ การนำเสนอ เราต้องเรียบเรียงเรื่อง หรือนำเสนอข้อมูลในลักษณะที่เป็นการอธิบายถึงปัญหา ความเกี่ยวเนื่อง สัมพันธภาพของข้อมูล ข้อสงสัย ตลอดจนความรู้ใหม่ ความคิดใหม่ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้านั้น เรานำข้อมูลที่ผ่านการตีความมาวิเคราะห์ หรือแยกแยะเพื่อจัดแยกประเภทของเรื่อง โดยเรื่องเดียวกันควรจัดไว้ด้วยกัน รวมทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กัน เรื่องที่เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน จากนั้นจึงนำเรื่องทั้งหมดมาสังเคราะห์หรือรวมเข้าด้วยกัน คือ เป็นการจำลองภาพบุคคลหรือเหตุการณ์ในอดีตที่เกี่ยวข้องกับคุณทวดของเราขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ผู้อ่านเห็นถึงความสัมพันธ์และความต่อเนื่องของเหตุการณ์ ในการนำเสนอเราควรจะใช้ข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือและมีความถูกต้องมากที่สุด อีกทั้งในการนำเสนอนั้น เราควรจะมีการทำนาย สรุปแนวโน้มของเหตุการณ์ว่า ในอดีตคุณทวดเราอพยพเข้ามาเมื่อปีใด อาศัยอยู่ที่ใด มีลูกหลานจำนวนเท่าไร แล้วมาพิจารณาดูถึงแนวโน้มในอนาคตว่า เหตุการณ์จะเป็นไปในแนวทางไหน เช่น ถ้ามีแนวโน้มว่า ตั้งแต่สมัยคุณทวด คุณตา คุณปู่ มีลูกน้อยลงเรื่อยๆ ก็สามารถทำนายได้ว่า ในครอบครัวเรานี้มีแนวโน้มจะมีลูกหลานน้อยลง อย่างไรก็ตามในการศึกษาประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม เราควรจะใช้ระเบียบวิธีทางประวัติศาสตร์ให้มากที่สุด เพราะระเบียบวิธีทางประวัติศาสตร์จะช่วยให้เราได้ข้อมูลที่ถูกต้องและดีที่สุดมาใช้ในการนำเสนอและช่วยให้เรารู้แนวทางในการนำเสนอข้อมูลของเราให้ออกมาดีที่สุดด้วยเช่นกัน